ข่าว:

หน้าหลัก กลุ่มเด็กนิติศาสตร์รามสัมพันธ์
https://www.deknitisatram.com

เมนูหลัก

กระทู้ล่าสุด

#1
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๓๐๓/๒๕๖๔

สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันไม่ได้มีหนี้ที่จะต้องปฏิบัติโดยอาศัยความสามารถหรือคุณสมบัติบางอย่างซึ่งต้องกระทำเป็นการเฉพาะตัว ผู้ค้ำประกันมีความผูกพันต้องชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้อันเป็นความผูกพันในทางทรัพย์สิน แม้ขณะผู้ค้ำประกันถึงแก่ความตายผู้กู้ยังไม่ผิดนัดชำระหนี้ สัญญาค้ำประกันหาได้ระงับไปเพราะความตายของผู้ค้ำประกันไม่

สิทธิหน้าที่และความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันย่อมตกแก่ทายาท แต่ทายาทไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของผู้ค้ำประกันที่ตกทอดได้แก่ตน แต่เมื่อเจ้าหนี้ไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังทายาทของผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ผู้กู้ผิดนัด เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ทายาทของผู้ค้ำประกันรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน
#2
หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการความปลอดภัย

รายละเอียดติดตามได้ที่ .....

http://mpasmoffice.com/
#3
--------------------------------------------
คำถามข้อที่ ๒ : จงอธิบายถึง "ความหมายของกฎหมายมหาชน" และ "ความแตกต่างระหว่างกฎหมายมหาชนกับกฎหมายเอกชน"
--------------------------------------------
แนวคำตอบสำหรับคำถามข้อที่ ๒ : เรื่องความหมายของกฎหมายมหาชน

กฎหมายมหาชน คือ
#4
แนวคำตอบสำหรับคำถามข้อที่ ๑ : เรื่องระบบศาลคู่

ระบบศาลคู่ เป็นระบบที่มีการจัดแบ่งประเภทคดีให้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลแต่ละประเภทที่จัดตั้งขึ้นเป็นเอกเทศ โดยศาลยุติธรรมจะเป็นศาลที่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคดีแพ่งและคดีอาญาเป็นหลัก ส่วนคดีปกครองจะอยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลปกครอง ซึ่งมีระบบศาลชั้นต้นและศาลสูงสุดของตนเอง มีระบบผู้พิพากษาและองค์กรบริหารงานบุคคลเป็นเอกเทศต่างหากต่างจากระบบศาลยุติธรรม โดยผู้พิพากษาศาลปกครองจะมีคุณสมบัติเฉพาะและมีความเชี่ยวชาญทางกฎหมายปกครองเป็นพิเศษ ประเทศที่ใช้ระบบนี้ได้แก่ ประเทศฝรั่งเศส เบลเยี่ยม เยอรมัน สวีเดิน ฟินแลนด์ รวมทั้งประเทศไทย ที่นำระบบนี้มาใช้เช่นเดียวกัน
#5
แนวคำตอบสำหรับคำถามข้อที่ ๑ : เรื่องการใช้อำนาจรัฐและการควบคุมการใช้อำนาจรัฐ

การใช้อำนาจรัฐและการควบคุมการใช้อำนาจรัฐ กฎหมายมหาชนมีลักษณะกฎหมายที่ว่าด้วย การใช้อำนาจของรัฐ ในฐานะรัฐซึ่งเป็นฝ่ายปกครองมีสถานะเหนือกว่าเอกชน จึงจำเป็นต้องมีการควบคุม การใช้อำนาจของรัฐ หน่วยงานของรัฐ รวมถึงการใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะหากปราศจากการควบคุมการใช้อำนาจรัฐย่อมจะเป็นช่องทางไปสู่การใช้ดุลยพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ เช่น การกระทำข้ามขั้นตอนหรือวิธีที่กำหนดไว้ กระทำโดยปราศจากอำนาจรองรับ ทำผิดแบบ ทำนอกกรอบวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การสร้างภาระให้ประชนชนเกินสมควร สั่งโดยมีอคติหรือไม่สุจริตเป็นต้น การควบคุมการใช้อำนาจของรัฐดังที่กล่าวมานี้จะมีด้วยกันอยู่ 2 รูปแบบ คือ

๑.การควบคุมแบบป้องกัน เป็นการควบคุมก่อนที่จะมีนิติกรรมหรือมีคำสั่งในทางปกครอง หมายความว่า ก่อนที่ฝ่ายบริหารจะได้วินิจฉัยสั่งการหรือมีการกระทำในทางปกครองที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสถานภาพทางกฎหมายของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มคนก็ตามควรจะมีระบบในการป้องกันเสียก่อน ได้แก่

เปิดโอกาสให้โต้แย้ง
คัดค้าน
มีการไต่สวน
มีองค์กรที่ปรึกษา
แจ้งสิทธิและบอกระยะเวลาอุทธรณ์

โดยวิธีการดังกล่าวข้างต้นจะเป็นไปตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ซึ่งยังขาดในเรื่องเกี่ยวกับสภาพบังคับว่า ถ้าไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนใช้สิทธิในกรณีต่างๆเหล่านี้จะต้องถูกลงโทษหรือมีสภาพบังคับอย่างไร การควบคุมในแบบป้องกันนี้จึงหวังผลไม่ได้ในทางปฏิบัติ

๒.การควบคุมแบบแก้ไข เป็นวิธีการควบคุมภายหลังจากที่มีการใช้อำนาจไปแล้ว หมายความว่า เมื่อมีคำวินิจฉัยสั่งการในเรื่องนั้นไปแล้ว ถ้าประชาชนที่ถูกกระทบสิทธิเห็นว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ต้องยื่นเรื่องต่อองค์กรที่มีอำนาจให้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน และต้องถูกยกเลิกเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไข ซึ่งจะมีอยู่ด้วยกัน ๔ วิธีคือ

* การควบคุมโดยฝ่ายนิติบัญญัติ หรือฝ่ายการเมือง เป็นการควบคุมโดยรัฐสภาอันเป็นไปตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ คือการใข้กลไกตามที่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่่น การตั้งกระทู้ถาม การยื่นยัติ การตั้งกรรมาธิการ การถอดถอน เป็นต้น

** การควบคุมโดยฝ่ายบริหาร หรือการควบคุมแบบภายใน ซึ่งอาจจะกระทำโดยการร้องเรียนไปยังผู้ออกคำสั่งนั้น หรือเมื่อมีการร้องเรียนต่อตัวผู้ออกคำสั่งนั้นไม่ได้ผล ก็อาจร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาในระดับสูงขึ้นไป ซึ่งเป็นลักษณะของการอุทธรณ์ไปยังผู้บังคับบัญชาของผู้ออกคำสั่งนั้น

*** การควบคุมโดยฝ่ายตุลาการ หรือระบบศาลคู่ เป็นการควบคุมการใช้อำนาจรัฐที่ดีที่สุด เนื่องจากปัจจุบันได้มีการนำระบบศาลปกครองมาใช้แล้ว และมีการออกกฎหมายมารองรับทำให้การพิจารณาคดีเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างยิ่ง ได้แก่ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 , พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 , และ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ.2539 ซึ่งกฎหมายทั้งสามฉบับนี้เกี่ยวข้องและมีความสำคัญมากในการควบคุมการใช้อำนาจรัฐ และถือเป็นหลักประกันในการพิจารณาคดีของศาลปกครอง โดยเฉพาะในคดีพิพาทที่เกิดจากการใช้อำนาจของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารด้านการปกครองและการบริการสาธารณะ ดังนั้นศาลปกครองจึงถือเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนและเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ดีที่สุด

**** การควบคุมโดยองค์กรพิเศษหรือองค์กรอิสระ เช่นคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ตรวจราชการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.)ซึ่งอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระนี้จะถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งองค์กรนั้น
#6
แนวคำตอบสำหรับคำถามข้อที่ ๑ : เรื่องระบบมณฑลเทศาภิบาล

ระบบมณฑลเทศาภิบาล เป็นระบบบริหารราชการที่เกิดจากการปฏิรูประบบราชการซึ่งต้องการรวมอำนาจการปกครองเข้ามาไว้ที่ศูนย์กลางเพียงแห่งเดียวแทนการปกครองแบบเดิมที่เป็นไปอย่างหลวมๆโดยให้ยกเลิก ระบบกินเมือง และจัดให้มีการปกครองส่วนภูมิภาคที่เรียกว่า "ระบบเทศาภิบาล" ขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของส่วนกลางในการใช้อำนาจการปกครองโดยรวมหัวเมืองหลายเมืองเข้าไว้ด้วยกันเป็นมณฑล และมีข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้ปกครองภายใต้บังคับบัญชาของส่วนกลาง ทำให้การปกครองหัวเมืองทั้งหลายเป็นรูปแบบเดียวกันและมีประสิทธิภาพในการปกครองมากยิ่งขึ้น

ระบบกินเมือง คือรูปแบบการปกครองหัวเมืองในอดีตที่เจ้าเมืองมีอำนาจบริหารและเก็บภาษีในท้องถิ่น โดยหัวใจสำคัญประกอบด้วย การกินตำแหน่งเจ้าเมือง การพึ่งพิงผลประโยชน์ท้องถิ่น และการปฏิรูปรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง

ลักษณะของระบบกินเมือง
อำนาจเจ้าเมือง: เจ้าเมืองหรือเจ้านายในท้องถิ่นมีสิทธิ์ขาดในการปกครอง ดูแล และเกณฑ์แรงงานราษฎรในเขตของตน
การหารายได้: ได้รับผลตอบแทนจากการเก็บภาษีอากรและผลผลิตที่ราษฎรนำมามอบให้ เพื่อใช้เป็นทุนในการบริหารและเลี้ยงชีพ
การส่งส่วย: ต้องแบ่งรายได้หรือส่งส่วยและเงินภาษีบางส่วนไปยังราชธานีหรือเมืองหลวงตามกำหนด

การยกเลิกระบบกินเมือง
ปฏิรูป ร.5 : ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงยกเลิกระบบกินเมืองเดิมเพื่อรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง
เทศาภิบาล: เปลี่ยนมาใช้ ระบบมณฑลเทศาภิบาล ส่งข้าหลวงจากส่วนกลางไปควบคุมดูแลแทน
#7
แนวคำตอบสำหรับคำถามข้อที่ ๑ : เรื่องการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่ ๕

การปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นการปฏิรูปครั้งสำคัญเนื่องจากมีภัยจากการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก และการปกครองของไทยที่ใช้มาแต่เดิมนั้นล้าสมัยไม่สอดคล้องกับความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมือง จึงเกิดการปฏิรูปในหลายด้าน เช่น การยกเลิกการปกครองแบบจตุสดมภ์ (กรมเวียง ,กรมวัง ,กรมคลัง ,กรมนา) ซึ่งใช้แบบแบบแผนมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย และเปลี่ยนการปกครองเป็นแบบที่รวมศูนย์อำนาจการปกครองไว้ที่ส่วนกลาง โดยมีการจัดตั้งกระทรวงตามแบบของอารยประเทศ เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงธรรมการ เป็นต้น นอกจากนั้นยังได้มีการจัดตั้งสภาที่ปรึกษาขึ้นมา ได้แก่ สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน หรือ " Council of State (เคาน์ซิลออฟสเตด)" และสภาที่ปรึกษาในพระองค์ หรือ "Privy Council อ่านว่า "ปรีวี เคาน์ซิล" หรือ  คณะองคมนตรี (มักใช้ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตย)" โดยสภาทั้งสองนี้จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในการบริหารราชการแผ่นดินของพระมหากษัตริย์ การร่างกฎหมายและยกเลิกกฎหมาย รวมทั้งยกเลิกประเพณีโบราณต่างๆที่เห็ฯว่าไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมในสมัยนั้น.
#8
แนวคำตอบสำหรับคำถามข้อที่ ๑ : เรื่องกฎหมายจารีตนครบาล

กฎหมายจารีตนครบาล 
เป็นกฎหมายเก่าของไทยที่ใช้ในกระบวนการวิธีพิจารณาไต่สวนความอาญา ซึ่งมีหลักว่า ผู้ใดถูกฟ้องร้องหรือถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด ให้เชื่อไว้ก่อนว่าผู้นั้นกระทำความผิด จนกว่าจะหาหลักฐานพยานมาพิสูจน์ได้ว่าตนเป็นผู้บริสุทธิ์จึงจะรอดพ้นข้อกล่าวหา ดังนั้นการไต่สวนแบบจารีตนครบาลจึงใช้วิธีการทรมานร่างกาย เช่น การเฆี่ยนตี การจับมัดโยงไว้กลางแดด การจับมัดแช่น้ำ ซึ่งเป็นการทรมานเพื่อให้รับสารภาพหรือเพื่อจะเอาหลักฐานจากตัวผู้ที่ถูกกล่าวหานั่นเอง
#9
คำถามข้อที่ ๑ : จงอธิบายโดยละเอียดในเรื่องดังต่อไปนี้

- กฎหมายจารีตนครบาล
- การปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่ ๕
- ระบบมณฑลเทศาภิบาล
- การใช้อำนาจรัฐและการควบคุมการใช้อำนาจรัฐ
- ระบบศาลคู่
--------------------------------------------
คำถามข้อที่ ๒ : จงอธิบายถึง "ความหมายของกฎหมายมหาชน" และ "ความแตกต่างระหว่างกฎหมายมหาชนกับกฎหมายเอกชน"
--------------------------------------------
คำถามข้อที่ ๓ : จงอธิบายเกี่ยวกับ "หลักการแบ่งแยกอำนาจ"
--------------------------------------------
#10
ฝากติดตามกันได้ตามช่องทางต่างๆดังนี้นะคะ .....ขอบคุณค่ะ 
------------------------------------------
ข้อมูลการติดต่อ
------------------------------------------
FB : กลุ่มเด็กนิติศาสตร์รามสัมพันธ์ : https://www.facebook.com/deknitisatram
Line Official ID : @522fuhdx หรือ https://lin.ee/zOWdi1k หรือ @deknitisatram     
TiKTok : https://www.tiktok.com/@deknitisatramch   
Instagram : https://www.instagram.com/deknitisatramch   
X-Twitter : https://x.com/DeknitisatRamXX       
Youtube : www.youtube.com/@deknitisatramgroup       
อีเมล์ : admin@deknitisatram.com
เว็บไซต์ : https://www.deknitisatram.com
------------------------------------------